Home พระเครื่องทั่วไทย พระกรุโบราณ พระกรุเนื้อชิน-โลหะ พระพุทธชินราชใบเสมา เบญจภาคี ชุดเนื้อชินยอดนิยม
User Rating: / 5
แย่ดีที่สุด 

พระชุดเบญจภาคี หมายถึง พระเครื่องที่ถูกจัดเอาไว้จำนวนถึง ๕ องค์ ซึ่งได้รับความนิยม และเป็นที่ยอมรับกันในวงการพระเครื่อง ทั้งด้านพุทธศิลป และด้านพุทธคุณว่าสุดยอดยิ่งนักคุณ ชุดเบญจภาคี มีการจัดพระเครื่องให้เข้าเป็นชุดทั้งห้าองค์ เอาไว้หลายประเภทด้วยกัน เช่น ชุดเบญจภาคีชุดใหญ่ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไป มีทั้งเนื้อดิน และเนื้อผงรวมกัน ซึ่งประกอบไปด้วย พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ พระนางพญา พิมพ์เข่าโค้ง พระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ พระรอด กรุวัดมหาวัน พิมพ์ใหญ่ และ พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่ หรือชุดเบญจภาคี พระปิดตา ยอดนิยม ซึ่งแบ่งออกเป็นชุดใหญ่ ๆ ได้ถึง ๒ ชุด คือ ชุดเนื้อโลหะ และชุดเนื้อผง เบญจภาคีพระปิดตา ชุดเนื้อโลหะ ได้แก่ พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง พระปิดตาหลวงพ่อทับ วัดทอง พระปิดตาแร่บางไผ่ หลวงปู่จัน วัดโมลี พระปิดตากรุวัดท้ายย่าน ชัยนาท และ พระปิดตาหลวงปู่นาค วัดห้วยจระเข้
เบญจภาคีพระปิดตา ชุดเนื้อผง ได้แก่ พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง พระปิดตาหลวงปู่จีน วัดท่าลาด พระปิดตาหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน และ พระปิดตาหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว
นอกจากชุดเบญจภาคีที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีการจัดชุดเบญจภาคีอีกหลายชุด เช่น เบญจภาคีชุดกริ่ง เบญจภาคีชุดเนื้อชิน เบญจภาคีชุดเหรียญ และ เบญจภาคีชุดเครื่องราง เป็นต้น
ครั้งนี้ขอพูดถึง พระชุดเบญจภาคีประเภทเนื้อชินชุดใหญ่กันก่อน ซึ่งประกอบด้วยกัน ๕ องค์ คือ
๑.พระร่วงหลังรางปืน สวรรคโลก สุโขทัย
๒.พระท่ากระดาน กรุเก่าศรีสวัสดิ์ กาญจนบุรี
๓.พระหูยาน กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี
๔.พระพุทธชินราชใบเสมา กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก
๕.พระมเหศวร กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี

การจัดชุดเบญจภาคีของพระเครื่องแต่ละชุดนั้น เล่ากันว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๗ ปรมาจารย์ตรียัมปวาย ท่านได้เป็นผู้ริเริ่มเป็นท่านแรกในการจัดชุดเบญจภาคีของพระเครื่องแต่ละชุดเอาไว้
พระร่วงหลังรางปืน สวรรคโลก สุโขทัย ถือว่าเป็นจักรพรรดิของพระเครื่องประเภทเนื้อชินเลยก็ว่าได้ แตกกรุครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๓ ประมาณ ๒๐๐ องค์ แต่องค์ที่สมบูรณ์จริง ๆ เล่ากันว่ามีไม่เกิน ๕๐ องค์ และเป็นพระเนื้อตะกั่วสนิมแดงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
พระร่วงหลังรางปืน สวรรคโลก พบด้วยกันถึง ๕ พิมพ์ คือ ๑.พิมพ์ใหญ่ ฐานสูง ๒.พิมพ์ใหญ่ ฐานเตี้ย ๓.พิมพ์แก้มปะ ๔.พิมพ์หน้าหนุ่ม และ ๕.พิมพ์เล็ก
พระร่วงหลังรางปืน ทุกพิมพ์ได้รับความนิยมสูงมาก องค์ที่ยังคงสภาพเดิม สวย ๆ ราคาเริ่มกันที่หลักแสนขึ้นไปจนถึงหลักล้านกันเลยทีเดียว ส่วนด้านพุทธคุณก็เชื่อว่าเยี่ยมยอดทุกด้าน

พระท่ากระดาน กรุเก่าศรีสวัสดิ์ กาญจนบุรี ซึ่งเป็นพระเนื้อตะกั่วสนิมแดงเพียงอย่างเดียวเหมือนกัน แต่พระท่ากระดาน ส่วนใหญ่สนิมจะไม่ค่อยแดงจัดเท่าไหร่นัก เพราะเป็นพระประเภทเนื้อตะกั่วแก่ชิน
พระท่ากระดาน เป็นพระกรุที่สร้างในสมัยอู่ทอง อายุกว่า ๖๐๐ ปี ซึ่งสร้างในช่วงยุคบ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง พุทธศิลปงดงามมาก เป็นศิลปอู่ทองบริสุทธิ์ ด้านพุทธคุณนั้นก็แทบไม่ต้องเอ่ย เพราะดังมาตั้งแต่ครั้นโบร่ำโบราณ ว่าพุทธคุณทุก ๆ ด้านสุดยอดยิ่งนัก ไม่เป็นสองรองใคร

พระท่ากระดาน แตกกรุครั้งแรกไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด รู้แต่เพียงว่าเกินกว่า ๑๐๐ ปี แต่ที่แน่ ๆ พระท่ากระดาน ได้มีการ แตกกรุเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๔ ที่วัดท่ากระดานกลาง ต.ท่ากระดาน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี และแตกมาเรื่อย ๆ ตามกรุโน้นบ้าง กรุนี้บ้าง ทั่วไปใน อ.ศรีสวัสดิ์ มีทั้งที่แตกกรุ เป็นทางการ และ แตกกรุที่ ไม่เป็นทางการ คือ ใครขุดได้ก็แอบเก็บเอาไว้เองโดยไม่บอกว่าขุดพบตรงจุดไหน

พระหูยาน พิมพ์ใหญ่หน้ายักษ์ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี แตกกรุด้วยกัน ๒ ครั้ง ครั้งแรกแตกกรุเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๐ เรียกกันว่าพระกรุเก่า ครั้งที่ ๒ แตกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘ ที่กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเช่นกัน เรียกว่าพระกรุใหม่ และสันนิษฐานว่าคงเป็นพระที่สร้างขึ้นมาพร้อมกัน เพราะว่าตำหนิพระในองค์พระนั้นเหมือนกันทุกประการ พระหูยานเป็นพระร่วงนั่ง ศิลปลพบุรี อายุการสร้างเกินกว่า ๗๐๐ ปี พระหูยานนอกจากแตกจากกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุแล้ว ยังแตกอีกหลาย ๆ กรุ ใน จ.ลพบุรี เช่น กรุวัดอินทาราม และ กรุวัดปืน เป็นต้น
พระหูยาน แตกกรุที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ มีด้วยกันหลายพิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่หน้ายักษ์ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พิมพ์บัว ๒ ชั้น พิมพ์รัศมีบัว ๒ ชั้น และพิมพ์จิ๋ว พระหูยาน ทุกกรุ ด้านพุทธคุณเด่นไปในทางคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด ด้านมหาอำนาจก็ไม่เป็นสองรองใคร

พระพุทธชินราชใบเสมา พิมพ์ใหญ่ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก แตกกรุครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๐ ที่กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก พระพุทธชินราชใบเสมา
นอกจากพบที่กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุแล้ว ยังพบอีกหลายกรุ เช่น กรุเขาสมอแคลง กรุอัฎฐารส กรุเขาพนมเพลิง และยังพบด้วยกันหลายเนื้อ มีทั้งเนื้อชินเงิน เนื้อตะกั่วสนิมแดง เนื้อสัมฤทธิ์ และเนื้อดิน เป็นต้น
พระพุทธชินราชใบเสมามีด้วยกันหลายพิมพ์ ได้แก่ พิมพ์ใหญ่ฐานสูง พิมพ์ใหญ่ฐานเตี้ย พิมพ์กลางฐานสูง พิมพ์กลางฐานเตี้ย พิมพ์เล็กฐานสูง และพิมพ์เล็กฐานเตี้ย

พระพุทธชินราชใบเสมาทุกพิมพ์ ในปัจจุบันถือว่าเป็นพระที่หาชมได้ค่อนข้างยากมาก พุทธคุณก็ถือว่าเยี่ยมยอดมากทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านมหาอำนาจ แคล้วคลาด คงกระพัน และมีเมตตาดีสุดยอด
พระมเหศวร พิมพ์หน้าใหญ่ ชินเงิน กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี พระมเหศวร เป็นพระศิลปสมัยอู่ทอง แตกกรุขึ้นมาพร้อมกับ พระผงสุพรรณ อันลือลั่น ซึ่งอยู่ในเบญจภาคีชุดใหญ่ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ที่กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี พบด้วยกันหลายพิมพ์ คือ พิมพ์หน้าใหญ่ พิมพ์หน้ากลาง พิมพ์หน้าเล็ก พิมพ์สวนเดี่ยว และ พิมพ์สวนตรง มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น คือ เป็นพระที่มีสองหน้า แต่ละหน้าขององค์พระสวนกัน พระมเหศวรเป็นพระที่ได้รับความนิยมมากตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ด้านพุทธคุณดีทางด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรีเป็นเลิศ พระชุดเบญจภาคีเนื้อชินชุดนี้ ถือว่าเป็นพระยอดขุนพลชุดใหญ่ที่สุด ในประเภทเนื้อชิน และเป็นชุดเบญจภาคี ที่มีค่านิยมเป็นรองแค่พระชุดเบญจภาคี ชุดพระสมเด็จ พระรอด พระซุ้มกอ พระนางพญา และพระผงสุพรรณเท่านั้น

ตามหลักฐานชั้นทุติยภูมิพงศาวดารเหนือระบุว่า...เมื่อ พ.ศ.๑๙๐๐ สมัยกรุงสุโขทัย ในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ หรือพญาลิไท กษัตริย์องค์ที่ ๔ ในพระราชวงศ์พระร่วง สมัยกรุงสุโขทัย โปรดให้สร้างวัดใหญ่ หรือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร วัดชั้นเอกวรมหาวิหาร ในปัจจุบัน และโปรดให้มีการจัดสร้างพระพุทธรูปสำคัญ เพื่ออัญเชิญไปประดิษฐาน มีการรวมบรรดาช่างหล่อ ช่างปั้นฝีมือดี ทั้งจากชะเลียง (สวรรคโลก) เชียงแสน และหริภุญไชย (ลำพูน) สมทบกับช่างกรุงศรีสัชนาลัย มาร่วมกันแล้ว โดยดำริให้มีการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ๓ องค์คือ พระพุทธชินสีห์, พระศาสดา และ พระพุทธชินราช
จวบจนถึงวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีเถาะจุลศักราช ๗๑๗ ราว พ.ศ. ๑๘๙๘ ได้มงคลฤกษ์ ประกอบพิธีเททองหล่อพระพุทธรูปทั้ง ๓  องค์
เมื่อเททองหล่อเสร็จแล้ว ได้แกะแม่พิมพ์ออก ปรากฏว่า พระพุทธชินสีห์ และ พระศรีศาสดา องค์พระสมบูรณ์สวยงามดี ส่วน พระพุทธชินราช ได้หล่อถึง ๓ ครั้ง ก็ไม่สำเร็จเป็นองค์พระได้ กล่าวคือ ทองแล่นไม่ติดเต็มองค์ ครั้งสุดท้ายได้เททององค์หล่อพระพุทธรูป เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง นพศก   จุลศักราช ๓๑๙ จึงสำเร็จบริบูรณ์
ในพิธีหล่อพระครั้งนั้น พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ได้ทรงตั้งสัตยาธิษฐาน เสี่ยงเอาบุญบารมีของพระองค์เป็นที่ตั้ง ดังนั้นจึงร้อนถึงอาสน์พระอินทร์เจ้า จึงเนรมิตเป็น ตาปะขาว ลงมาช่วยทำรูปพระ คุมพิมพ์ปั้นเบ้า ด้วยอานุภาพพระอินทราธิราชเจ้า ทองก็แล่นรอบครบบริบูรณ์ทุกประการ หาที่ติมิได้ พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกทรงปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง จึงตรัสให้หา 'ตาปะขาว' ผู้นั้น แต่ตาปะขาวได้หายตัวไปแล้ว


หมู่บ้านและวัดที่ตาปะขาวหายไปนั้น ต่อมาได้ชื่อว่า 'บ้านตาปะขาวหาย'  และ 'วัดตาปะขาวหายจนถึงทุกวันนี้ และจากวัดตาปะขาวหายขึ้นไปทางทิศเหนือประมาณ ๘๐๐ เมตร ได้ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการหายตัวไปของตาปะขาว เล่ากันว่า มีผู้พบเห็นว่า ท้องฟ้าเปิดเป็นช่องขึ้นไป ชาวบ้านเห็นเป็นที่อัศจรรย์ จึงได้สร้างศาลาขึ้นไว้ ณ พื้นดินเบื้องล่างไว้เป็นที่ระลึก เรียกว่า 'ศาลาช่อฟ้า' จนถึงทุกวันนี้

พระพุทธชินราชใบเสมา เนื้อชินเงิน ได้รับการคัดเลือกไว้ในชุดเบญจภาคีพระเนื้อชินยอดนิยม ศิลปะแบบอู่ทองยุคต้น ขุดพบจากกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  สร้างด้วยวัสดุประเภทเนื้อชินเงิน ตะกั่วผสมชินและสร้างด้วยเนื้อชิน (ส่วนเนื้อสำริดมีน้อย) เป็นพระที่นำติดตัวไปไหนมาไหนได้สะดวก พระชินราชใบเสมานี้ ถูกจำลองแบบมาจากพระประธานองค์ใหญ่ในอุโบสถวัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลกนั่นเองพระประธานองค์ใหญ่ เป็นพระครู่บ้านคู่เมืองของชาวพิษณุโลกและคนไทยทั้งชาติ

เนื่องจากมีพุทธลักษณะเหมือนกับพระพุทธชินราชองค์ใหญ่ ที่เป็นพระประธาน ชาวบ้านจึงนำพระนามของท่านมาตั้งเป็นชื่อของพระเครื่องที่ขุดพบจากวัดนี้ด้วย และเนื่องจากองค์พระมีสัณฐานเหมือนกับ ใบเสมา ที่ปรากฏตามรอบอุโบสถตามวัดทั่วๆ ไป พระเครื่องพิมพ์นี้จึงมีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า พระพุทธชินราช ใบเสมา
สำหรับด้านหลังองค์พระที่มีลายผ้าละเอียดและลายผ้าหยาบนั้นมีข้อสังเกตคือ ถ้าเป็นพระพิมพ์เล็กที่สร้างด้วยเนื้อตะกั่วผสม โดยมากจะมีลายผ้าละเอียดมาก ส่วนพิมพ์กลางและพิมพ์ใหญ่โดยมากหลังลายผ้าค่อนข้างหยาบ บางองค์หลังลายผ้าคล้ายกับพระซุ้มร่มโพธิ์เมืองเพชรบูรณ์ก็มี (คือด้านหลังไม่มีลายผ้า) สนิมกรุและคราบกรุบางองค์ดูยากมาก ต้องสังเกตจากพิมพ์ทรงเป็นหลัก ต้องชำนาญจริงๆ เรื่องรอยระเบิดนั้นอย่างสนใจมากนัก เพราะมีนักปลอมพระให้นำเอาเนื้อซินเก่าๆจากพระหรือเศษวัสดุในกรุอื่นๆมาปั๊มขึ้นรูปเลียนแบบก็มีมาก จึงเป็นเรื่องยากที่เราต้องศึกษาและเรียนรู้ไว้ว่า พระปั๊มกับพระหล่อแตกต่างกันอย่างไร หลับตานึกถึงพระท่ากระดานจากกรุแท้ๆมาวางคู่กับพระท่ากระดานของหลวงพ่อนารถดูก็จะนึกออก

นักทำพระปลอมบางคนเห็นว่าเนื้อชินเก่าบางเกินไปต้องใช้ชินเพิ่มอัดเข้าไปอีกเป็นสองชั้นเพื่อให้หนาๆ หรือบางคนต้องการทำให้หลังมีลายผ้าด้วยจึงต้องทำแม่พิมพ์มาปั๊มลายผ้าด้านหลังอีแผ่นนึงแล้วเอามาประกบกัน ปลอมแบบนี้ขอให้ดูรอยต่อที่ขอบดีๆ จะพบพิรุทได้ มีข้อแนะนำเพิ่มเติมให้ดูคลื่นที่ด้านหลังสูงต่ำต้องสัมพันธ์กับด้านหน้าครับ เพราะผมเข้าใจว่าพระกรุนี้จะมีการรีดเนื้อโลหะร้อนให้วิ่งลงร่องตามแม่พิมพ์ เพราะแม่พิมพ์ด้านหน้ามีรายละเอียดสูงมาก จึงปรากฎเป็นคลื่นที่ด้านหลังเกือบทุกองค์ พระบางองค์ก็จะมีอาการแอ่นงอร่วมด้วย
ส่วนรอยระเบิดตามธรรมชาตินั้น ก็เหมือนกับพระชินเงินทั่วไป ขอให้ระวังรอยจากการหักงอซ้ำๆหลายๆครั้ง เพราะนักปลอมพระจะใช้วิธีหักงอซ้ำๆหลายๆครั้ง เพื่อทำให้เกิดรอยแตกราน สังเกตุว่าแผลจากการหักงอกับการผุกร่อนจะแตกต่างกันมาก
ถ้าสภาพพระใช้สึกหรือแกล้งฝนให้สึกก็จะดูได้ยากมากขึ้น ขอให้จำไว้ว่าพระรุ่นนี้ไม่มีหูให้แขวนคอ ใครจะใช้จนสึก หรือหากใช้สึกจริงสังเกตุตำแหน่งที่สึกต้องสึกเป็นที่ๆ ไปตามธรรมชาติของการแขวนคอไม่ใช่สึกไปทั่วทั้งองค์พระ
พระชินราชใบเสมามีราคาแพงมากๆ แพงกว่านางพญา เนื้อดิน กรุวัดนางพญาเสียอีก ขอโปรดระวัง และจดจำไว้ให้ดี

พระพุทธชินราช ใบเสมา พุทธลักษณะองค์พระประทับนั่งอยู่บนบัว ๒ ชั้น ภายในซุ้มเรือนแก้ว ที่ลงตัวอย่างสวยงาม มีปลายยอดพระเกศที่สูงยาวติดขอบซุ้มด้านบน ที่ฐานบัว ๒ ชั้นมีเม็ดไข่ปลาคั่นเป็นจุดๆ ระหว่างบัวบนกับบัวล่าง ดูแล้วทำให้ฐานองค์พระมีลวดลายลงตัวที่สวยงาม
พระพุทธชินราช ใบเสมา เท่าที่พบเห็นมี ๓ พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง และพิมพ์เล็ก แต่ละพิมพ์จะมีพิมพ์ที่มีเนื้อส่วนเกินตรงใต้ฐาน เรียกว่า ฐานสูง พระทั้ง ๓ พิมพ์นี้ มีขนาดใกล้เคียงกัน คือ กว้างประมาณ ๒.๕ ซม. สูง ๓.๕ ซม. น้ำหนักโดยประมาณ ๑๖ กรัม
พระพุทธชินราช ใบเสมา แตกกรุออกมาเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๔๐ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีผู้นำพระขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพระราชทานแก่ข้าราชบริภาร และพสกนิกรที่ตามเสด็จอย่างทั่วหน้า นับถึงทุกวันนี้พระพิมพ์นี้ได้ขุดพบขึนมานานกว่า ๑๑๕ ปีแล้ว

พระพุทธชินราช(เทวดาเป็นผู้ปั้นหรือสร้าง) นั้นมีประสบการณ์ด้านพุทธคุณไม่ธรรมดา เพราะใครบูชาติดกายไว้ก็เสมือนหนึ่งอัญเชิญพระบารมีของทวยเทพยาดาที่สร้างและเฝ้ารักษาองค์พระพุทธชินราชอยู่ มาปกปักรักษาด้วย จนเป็นที่เลื่องลือกันว่า พุทธคุณนั้นล้ำเลิศทั้งทางด้านเมตตามหานิยม สุดยอดแคล้วคลาดปลอดภัย และเป็นพระมหาอำนาจ มหาบารมี เนื่องด้วยได้สร้างและปลุกเสกโดยพิธีหลวงตามโบราณราชประเพณีอีกด้วย เรียกได้ว่า ครอบจักรวาล ครบถ้วนทุกด้าน จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับชนชั้นสูง ข้าราชการผู้ใหญ่ ผู้นำเหล่าทัพ นายทหารนายตำรวจใหญ่ และเจ้าขุนมูลนายทั่วไป ถ้าหากชาวบ้านธรรมดามีโอกาสได้ครอบครองเป็นเจ้าของ ต้องถือว่าเป็นบุญวาสนาอย่างสูงยิ่ง

Comments (0)
Only registered users can write comments!

แก้ไขล่าสุด (วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2012 เวลา 10:44 น.)

 
ยินดีต้อนรับสู่เว็บรวมพระครับ เวปไซต์สื่อกลางของวงการพระเครื่อง
None

 

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้88
mod_vvisit_counterเมื่อวาน1217
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้88
mod_vvisit_counterสัปดาห์ก่อน9306
mod_vvisit_counterเดือนนี้27097
mod_vvisit_counterเดือนก่อน11352
mod_vvisit_counterตั้งแต่เปิดเว็บ2539431